mAd MoNzteR's profile... m a d m o n z t e r ...PhotosBlogLists Tools Help

mAd MoNzteR

Occupation
Photo 1 of 22
No list items have been added yet.

... m a d m o n z t e r 's p l a c e...

March 30

“300” กับ สงครามแห่งอุดมการณ์

  ชาวสปาร์ตันเชื่อว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจากเฮอร์คิวลีส (Hercules; Herakles) พวกเขาจึงเชื่อว่าตัวเองเป็นพวกที่แข็งแกร่ง และเกิดมาเพื่อเป็นนักรบอย่างแท้จริง เด็กชายชาวสปาร์ตันต้องถูกตรวจสอบตั้งแต่แรกเกิดว่าเหมาะสมที่จะเป็นนักรบหรือไม่ และเมื่อเริ่มเดินได้ก็ต้องเรียนรู้การต่อสู้

ชาวสปาร์ตันถูกพร่ำสอนไม่ให้ถอย และไม่ให้ยอมแพ้

เมื่อถึงขวบปีที่ 7 เด็กชายจะต้องถูกพรากจากแม่ และเข้าไปสู่ โลกแห่งความรุนแรง เพื่อเรียนรู้ที่จะเป็นชาวสปาร์ตา นักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก อย่างเต็มตัว

หลังจากค่ำคืนอันเหน็บหนาว หิวโหย และกำลังจะตกเป็นเหยื่อของหมาป่า เด็กหนุ่มที่ชื่อ ลีโอไนดัส อาจได้กลับบ้านเกิดในฐานะนักรบแห่งสปาร์ตัน หรือไม่ได้กลับบ้านเกิดอีกเลย  

แล้วเขาก็กลับมาในฐานะกษัตริย์แห่งปวงชนชาวสปาร์ตัน.. ลีโอไนดัส..

เรื่องราวเริ่มขึ้นจากการบอกเล่าของ ดิลิออส ผู้ก่อกำเนิดตำนานการวิ่งมาราธอน หนึ่งในกองทหาร 300 นาย ที่รบเคียงข้าง ลีโอไนดัส ในสงครามกับกองทัพพันธมิตรแห่งเอเชีย ภายใต้การนำของ เซอร์กเซ่ส กษัตริย์เปอร์เซีย

สงครามก่อตัวขึ้นหลังจาก เซอร์กเซ่ส ซึ่งกำลังแผ่ขยายอิทธิพลออกไปทั่วโลก ส่งทูตมาเจรจากับสปาร์ตา เพื่อขอ ดิน และ น้ำ แต่ ลีโอไนดัสผู้ยิ่งใหญ่ กลับ ถีบ ผู้แทนการเจรจาแห่งเปอร์เซียลงบ่อน้ำ พร้อมเสียงตะโกนที่ว่า “This is SPARTA!!!!”

สิ้นเสียงนั้นไม่นาน สงครามก็เริ่มขึ้น

ด้วยภูมิประเทศที่ได้เปรียบของ Hot Gates กองทัพจำนวนหยิบมือของลีโอไนดัส คร่าชีวิตศัตรูของพวกเขาคนแล้วคนเล่า ไม่มีพื้นที่สำหรับลมหายใจของฝ่ายตรงข้าม จะมีให้ก็เพียงแต่ ความกลัว และ เสียงกรีดร้อง เพราะสำหรับนักรบสปาร์ตันผู้แข็งแกร่งแล้ว พวกเขาไม่รู้จักความปราณี

แล้ว เซอร์กเซ่ส กับ ลีโอไนดัส ก็ได้พบกัน.. เป็นครั้งแรก

และเราก็ได้พบกับสงครามคู่ขนานในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นครั้งแรกเช่นกัน เมื่อ เซอร์กเซ่ส ปรากฏตัวมาบนแท่นอันอลังการซึ่ง วาง อยู่บนหลังของทาสจำนวนมหาศาล ตามด้วยภาพที่เหล่าทาสต้องนำ ร่างกาย มาเป็นบันไดให้เซอร์กเซ่สก้าวลงสู่พื้นแผ่นดิน ซึ่งต่างจากลีโอไนดัส ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เราเห็นอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นผู้เดินนำกองทหารทั้งหลาย และรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าทหารของเขา            

เซอร์กเซ่ส ต้องการเพียงความสยบยอม แค่ การคุกเข่า เพื่อแลกกับการจบลงของสงคราม ความยิ่งใหญ่ ความมั่งคั่ง ฯลฯ และนี่คือความเป็นเหตุเป็นผลที่เซอร์กเซ่ส บอกว่าชาวกรีกอย่าง ลีโอไนดัส ถ้าไม่บ้า ก็ต้องยอมรับ

ลีโอไนดัสไม่ได้บ้า เพียงแต่เขาเป็น สปาร์ตัน!!!!”

เราได้ยินอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากภาพยนตร์เกี่ยวกับ การฆ่า และ การสงคราม ว่าเป็นสิ่งที่ชาวสปาร์ตันถูกหล่อหลอม ฝึกฝน หรืออาจกล่าวได้ว่าเกิดมาเพื่อสองสิ่งนี้ เราจึงได้เห็นภาพของความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากนักรบสปาร์ตันซ้ำแล้วซ้ำอีก จนราวกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของพวกเขา 

ภาพการฆ่าศัตรูอย่างโหดร้าย และแทงซ้ำศพคนตาย แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่ชาวสปาร์ตันเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา หรือ ฉากที่ลีโอไนดัสถีบทูตของเซอร์กเซ่สตกลงไปในบ่อน้ำ ซึ่งการทำร้ายคนส่งสารนั้น ไม่ใช่สิ่งที่สังคมอารยะทำกัน ก็เป็นอีกฉากหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเคยชินต่อความรุนแรงของชาวสปาร์ตัน

ขณะที่ ร่างกาย ของชาวสปาร์ตันนั้น เราได้เห็นอยู่ตลอดเวลาถึง กล้ามเนื้อ อันบึกบึน แข็งแรง ขณะที่ทางฝ่ายเอเชียนั้นกลับใส่เสื้อผ้าปกปิดร่างกายอย่างมิดชิดจนไม่สามารถจินตนาการได้ว่าข้างในนั้น กล้าม จะใหญ่เหมือนชาวสปาร์ตันรึเปล่า ยิ่งไปกว่านั้น ภาพ เหล่านี้ ยังมีส่วนทำให้ภาพของความเป็นสมมติเทพของเซอร์กเซ่ส ดู สูงส่ง และ ยิ่งใหญ่ ขึ้นไปอีก

ในฉากสงครามซึ่งเราเห็นกองทัพพันธมิตรแห่งเอเชียเปลี่ยนหน้ากันเข้ามาบุกกองทัพสปาร์ตันอย่างไม่หยุดไม่หย่อน แต่ก็ไม่สามารถต่อกรกับชนชาตินักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกได้ ก็เป็นอีกฉากหนึ่งซึ่งพยายามตอกย้ำความเป็นสุดยอดนักรบของเหล่าสปาร์ตัน รวมถึงทำให้ภาพของเอเชียด้อยลงไป เพราะไม่มีเผ่าพันธุ์ใดที่จะต่อสู้กับนักรบสปาร์ตันอย่างสมน้ำสมเนื้อ มีแต่ตาย ตาย และตายเท่านั้น

ความแข็งแกร่งของชาวสปาร์ตันถูกตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งเมื่อ ดิลิออส ซึ่งสูญเสียตาข้างหนึ่งไปในระหว่างการรบ ได้บอกกับ ลีโอไนดัสว่า แค่ ตาข้างเดียว ไม่เป็นปัญหาในการรบของเขา  

นอกเหนือไปจากภาพของความแข็งแกร่ง และความเป็นสุดยอดนักรบของชาวสปาร์ตันที่ถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังให้ภาพของสปาร์ตันในความเป็นเสรีชน ความเสมอภาค และเรื่องสิทธิสตรี อีกด้วย และแนวคิดเหล่านี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นโดยภาพตรงกันข้ามซึ่งปรากฎอยู่ในความเป็นเอเชียภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่แล้วชนชาติอันแข็งแกร่งกลับแพ้ภัยตัวเอง เมื่อ เอฟีอัลเทส ตัวประหลาด ชาวสปาร์ตัน ผู้ซึ่งถูก ทำให้เป็นอื่น ได้เข้าสวามิภักดิ์แก่ เซอร์กเซ่ส และได้นำพากองทัพของเซอร์กเซ่ส บุก เข้าข้างหลัง กองทัพสปาร์ตัน

ชีวิตของเหล่าทหารกล้าแห่งสปาร์ตัน และกษัตริย์ลีโอไนดัส จบลงที่ตรงนั้น แต่ เรื่องราว ของพวกเขาไม่ได้จบลง เรื่องราวของพวกเขากลายเป็นตำนานอันยิ่งใหญ่ ซึ่งพูดถึงความกล้าหาญ และความเสียสละ ของทหารสปาร์ตัน 300 นาย และกษัตริย์ของพวกเขา ลีโอไนดัส ในการต่อสู้ที่ไม่มีการถอย ไม่มีการยอมแพ้ ต่อสู้จนลมหายใจสุดท้าย เพื่อปกป้องโลกใหม่ที่กำลังจะมาถึง โลกแห่งเหตุผล โลกแห่งความยุติธรรม โลกแห่งเสรีภาพ โลกแห่งประชาธิปไตย

March 11

น า ค ร เ ข ษ ม . .

 
นาครเขษม..
 
นาครเขษมอยู่ในกรุงเทพฯ..
 
นาครเขษมอยู่ตรงนั้น..ตรงที่ของมัน..
 
นาครเขษมเป็น"ที่"สำหรับคนอายุมากกว่า 40 ปี..
 
นาครเขษมเป็นที่ที่ผู้ชายชอบใส่เสื้อผ้ายับ.. เดินหลังค่อม.. มีพุง.. หัวล้าน.. ผมหงอก..
 
นาครเขษมเป็นที่ที่ผู้หญิงชอบพันผ้าพันคอทั้งที่ไม่ใช่หน้าหนาว.. หน้าท้องยื่นทั้งที่กินน้อย.. ไม่เป็นสิวแล้ว.. แต่เป็นฝ้าและตกกระแทน..
 
คนที่นาครเขษมไม่ทำงาน.. ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ.. แต่เพราะ ไม่มีอะไรให้คนอายุ 40 ปี ทำอีกต่อไป..
 
แต่สิ่งที่คนที่นาครเขษมทุกคนทำเหมือนกันคือการถอนหายใจ..  "เฮ้อ !"
 
----
 
ที่นาครเขษม.. ของอย่างหนึ่งมักเคยเป็นของอีกอย่างหนึ่งมาก่อนเสมอ..
 
และของที่ไม่ได้ถูกใช้งานตามชื่อของมัน.. ก็ถูกเรียกว่า ของสะสม..
 
... แล้วอวัยวะเพศที่ไม่ทำงานล่ะ ...
... สถานีรถไฟที่ไม่เคยมีรถไฟล่ะ ...
... ฯลฯ ...
 
----
 
พี่มาโนชเจ้าของร้านขายของเก่า(ของสะสม)ในนาครเขษมบอกไว้ว่า
 
"ของใหม่วันหนึ่งก็เป็นของเก่า แต่ของเก่ายังไงก็เป็นของเก่าวันยังค่ำ"
 
แต่ถ้าของอย่างหนึ่งเคยเป็นของอีกอย่างหนึ่งมาก่อนเสมอ.. แล้ว "ของเก่า" จะกลายเป็น "ของใหม่" ได้หรือไม่
 
คำตอบอยู่ที่ "นาครเขษม" (used people) นวนิยายลำดับถัดมา ของ "คอยนุช" ผู้เขียน "หมานคร" (citizen dog)
 
 
--------------------------------------------------------------------------------
 
 
เพราะว่า "โลก" ไม่ได้มีมุมเดียวให้มอง..
 
เพราะว่า "เวลา" เป็นอะไรบางอย่างที่ทรงพลังเหลือเกิน..
 
เพราะว่า "เวลา" เดินอย่างคงที่.. แต่ เรา "มอง" มันต่างไป ต่างหากล่ะ..
 
ถ้ากำลังตามหา "เวลา" อยู่ล่ะก็.. หยุดเถอะ.. เพราะ "เวลา" มันอยู่กับเรา "ตลอดเวลา.."
 
.
.
.
 
ลอง ถาม ตัวเอง ดู ว่า ...เรา กำลัง ทำ อะไร กัน อยู่ ใน ชีวิต นี้ ...
 
.
.
.
January 25

เมื่อ “ความถูกต้อง” ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว

สิ่งต่างๆไม่อาจดำรงอยู่ได้ถ้าปราศจากขั้วตรงข้าม เพราะเมื่อไม่มีขั้วตรงข้าม เราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าสิ่งๆนั้นคืออะไร ขั้วตรงข้ามจึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นตัวแสดง ความสัมพัทธ์ และ ความสัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่ง เราจึงอาจกล่าวได้ว่า ถูก ไม่อาจดำรงอยู่ได้ ถ้าไม่มี ผิดเพราะถ้าเราไม่รู้ว่าสิ่งใดถูก เราก็จะไม่รู้ว่าสิ่งใดผิด และในทางกลับกันถ้าเราไม่รู้ว่าสิ่งใดผิด เราก็จะไม่รู้ว่าสิ่งใดถูก

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจึงเกิดการให้คุณค่า และการให้ความหมายของ ความดี, ความชั่ว, ถูก, ผิด ฯลฯ เพื่อตัดสินสิ่งต่างๆ

ถ้าเราเชื่อว่า ถูก หรือ ผิด ขึ้นอยู่กับการให้คุณค่า หรือการตีความ สิ่งที่ ถูก และ ผิด ของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน แต่เมื่อมนุษย์ต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน จึงต้องเกิดการสร้างกฎเกณฑ์ หรือข้อบังคับเพื่อนิยามสิ่งที่ ถูก และ ผิด ให้เข้าใจตรงกัน และปฏิบัติตรงกัน

กฎหมาย หรือ กฎเกณฑ์ต่างๆ ในแต่ละสถานที่ หรือแต่ละสังคม จึงอาจมีทั้งที่เหมือนหรือคล้ายกัน หรือที่แตกต่างกัน ซึ่งจะเป็นตัวสะท้อนถึงการให้คุณค่าและความหมายต่อสิ่งที่ ดี, ชั่ว, ถูก, ผิด ฯลฯ ที่เหมือนกันหรือแตกต่างกันของแต่ละสังคม

เมื่อ ความพอใจ หรือ ความชอบ เกิดจากการให้คุณค่า เราจึงอาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่ ถูก ก็มักจะเป็นสิ่งที่เราชอบ และ สิ่งที่ ผิด ก็มักจะเป็นสิ่งที่เรานั้นไม่ชอบ

แต่เมื่อใดที่ต้องเผชิญกับความรู้สึกว่าสิ่งที่ ควรทำ หรือ ถูกต้อง มัน ผิดกฎเกณฑ์ เมื่อนั้นเราจึงพบกับทางเลือก ที่จะทำสิ่งที่ ถูกต้อง แต่ ผิดกฎ หรือจะทำสิ่งที่ ถูกกฎ แต่ ไม่ถูกต้อง

อย่าลืมว่า กฎเกณฑ์ ก็เป็นเพียงข้อจำกัดอะไรบางอย่าง ที่ใครบางคนสร้างขึ้นมา ด้วยจุดประสงค์อะไรบางอย่าง

บางที สิ่งที่ถูกต้อง ไม่จำเป็นต้อง เป็นไปตามกฎเกณฑ์ เสมอไป และเราก็น่าจะทำในสิ่งที่เราเห็นว่า ถูกต้อง และ เหมาะสม

แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือ สิ่งที่ถูกต้อง และ เหมาะสม ที่แท้จริงเพราะ ความจริง นั้น ก็อาจไม่มีอยู่จริง

บางทีปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกนี้อาจมีพื้นฐานจาก ความแตกต่างของการนิยาม การตีความ และการให้คุณค่า ดังนั้น ความสัมพัทธ์ จึงทำให้เราได้เข้าใจอะไรมากขึ้นหรือเห็นภาพอะไรชัดเจนขึ้น แต่ในเมื่อมันก็ไม่ได้ให้คำตอบที่ดีที่สุด เราจึงควรข้ามผ่านการตัดสินอะไรๆแบบขั้วตรงข้ามให้ได้ เพราะ ความถูกต้อง หรือแม้กระทั่ง ความจริง นั้นไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว

January 04

วันปีใหม่ก็แค่วันธรรมดาวันนึง... ไม่ใช่หรอ...

 
ผ่านไปอีกหนึ่งปีแล้วครับ..
 
ผมพูดคำว่า "สวัสดีปีใหม่" แบบ นับครั้งได้..
 
เพราะผมพูดจริงๆว่าผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันซักเท่าไร..
 
แล้วพูดก็แค่พูดว่า "เหมือนกัน" กับใครๆ ที่พูด "สวัสดีปีใหม่" กับผม..
 
 
 
เช่นกันกับเมื่อมีคนถามผมว่า "ปีใหม่ไปเที่ยวไหนมา.."
 
ผมตอบโดยไม่ต้องคิด..  "ไม่ไป.. อยู่ เฉยๆ.."
 
เพราะผมไม่เคยสนใจว่าผมต้องทำอะไรหรือไปไหนเมื่อมันคือ "วันปีใหม่"
 
 
 
ช่วงนี้เราคงจะได้ยินคำพูดจำพวก " ปีนี้กูจะทำตัวใหม่.. ปีใหม่ต้องเจออะไรใหม่ๆ.. "
 
เบื่อ มั๊ย ครับ.. กับการพูดแล้วทำไม่ได้.. พอถึงปีใหม่ก็พูดงี้ทุกที.. แล้วก็เหมือนเดิม..
 
จนถึงสิ้นปี.. ก็บอกว่า "งั้นปีหน้ากูเอาใหม่".. มัน ก็ แค่เนี้ย..
 
ไม่ได้ว่าใครนะครับ.. พูดรวมๆ.. ( หรือมันแปลว่า..ว่าทุกคน..รวมทั้งตัวผมเองด้วย.. ไม่รู้ครับ.. ตีความกันตามอัธยาศัย.. )
 
 
 
ปี แต่ละ ปี ถูกกำหนดขึ้น เพื่อ บอกให้รู้ว่า โลกโคจร รอบดวงอาทิตย์ ครบหนึ่งรอบ..
 
แล้ว การที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบอีกรอบ.. มันน่าตื่นเต้นตรงไหน..
 
มันก็แค่วันธรรมดา.. ไม่ใช่หรอ..
 
 
 
แต่ที่มันไม่ธรรมดา.. เพราะมันคือ "วันหยุด".. และมักจะ "หยุดยาว"
 
ขัอดีของ "วันหยุดยาว" คือการ กลับบ้านกลับช่อง.. เยี่ยมญาติ.. เที่ยวต่างจังหวัด.. พักผ่อน..  กรุงเทพ รถไม่ติด.. ฯลฯ
 
 
เมื่อนำ "ความเป็นวันหยุดยาว" มา รวมกับ "ความเป็นวันปีใหม่"
 
คนจึงให้ความสำคัญกับมันมากขึ้น.. (แต่ไม่ใช่ผม..)
 
 
ลองคิดอีกที..
 
มันก็เปนแค่วันวันนึง.. ที่มันผ่านมา.. แล้ว ก็ผ่านไป..
 
แต่คนเราไปให้ความสำคัญกับมันไปเอง.. ไปให้คุณค่าอะไรบางอย่าง.. สร้างสัญลักษณ์อะไรบางอย่างลงไป..
 
จนมันเป็นคุณค่าที่รวมหมู่.. จนกลายเป็นสากลไปซะ..
 
ถ้า เรามอง "เวลา" ว่ามันเคลื่อนไปพร้อมๆกัน ทั้ง "อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต" เราคงจะเห็นว่า ทุกๆวัน มันก็สำคัญเหมือนกัน..
 
เราคงทำทุกๆวันให้ดี.. พร้อมจะเปลี่ยนแปลง หรือ สร้างสรรค์อะไร ดีๆทุกๆวัน.. ไม่ต้องรอ "ปีหน้าฟ้าใหม่"
 
แต่ถ้าเรามองว่า "เวลาเป็นเส้นตรง" มี อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ที่แยกขาดจากกัน เราก็คงติด "กับดัก" ของ "วันปีใหม่" อยู่เรื่อยไป..
 
ลองคิดอีกที..
 
วันปีใหม่ก็แค่วันธรรมดาวันนึง... ไม่ใช่หรอ...
 
 
 
ก่อนจะจบ.. มีเรื่องเล่าเล็กๆในวัยเด็กครับ..
 
ตอนเด็กๆเวลาเรียนเนี่ย.. เขาบังคับให้เขียนวันที่..
 
พอถึงเดือนมกราคมทีไร..ผมเขียน "ปี" ผิดประจำเลยครับ..เขียนเป็นปีก่อนหน้า..
 
จำไม่ได้ว่าโดนตีรึเปล่า..แต่จำได้ว่าเซ็งมาก.. ต้องคอยลบแล้วก็เขียนใหม่อยู่เป็นประจำ..
 
...  ตอนนี้ ก็ยัง เป็น อยู่ ครับ.. เมื่อวาน ผม ยัง เขียน วันที่ ใน ไดอารี่ เป็น ปี 49 อยู่ เลย..
 
 
 
สรุปว่า..มันผิด..ที่มันขึ้นปีใหม่.. หรือว่า มันผิด..ที่ผมเองกันแน่..
December 16

ในบางแง่มุมของ “หวย”: เมื่อหวยคือ “ความฝัน” แล้วเราจะทำอย่างไร

ลองจินตนาการถึงประเทศไทยในอนาคตอันไกล เมื่อคนไทยไม่ต้องมาเถียงกันเรื่องจะเลิกหวยบนดินหรือไม่ หวยเป็นการมอมเมาประชาชนหรือไม่ ไม่ต้องทะเลาะกันเรื่องโฆษณาเหล้า คนไทยเล่นหวยอย่างพอดีตามระดับรายได้ ไม่มีปัญหาเมาแล้วขับ ฯลฯ

ถ้านั่นคือลักษณะของประเทศไทยในแบบที่คุณฝันถึง คุณคิดว่ามันจะเป็นไปได้ไหม และจะทำอย่างไร

ก่อนอื่นถ้าเรามองว่านั่นคือจุดหมายที่เรายังไปไม่ถึง ปัจจุบันจึงต้องมีกระบวนการที่จะทำให้ถึงจุดนั้น ซึ่งไม่สามารถแก้ในทางใดทางหนึ่งระหว่างระบบกับมนุษย์ แต่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงควบคู่กันไป คนจะเลิกเล่นหวยไม่ใช่เพียงเพราะว่าการออกกฎหมายบังคับ แต่ต้องเปลี่ยนแปลงความคิดหรือทัศนคติด้วย

กระบวนการในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

จากงานวิจัยหรือการศึกษาต่างๆ มีผลปรากฏว่า นักเสี่ยงโชคประมาณ 90% มีความเชื่อว่าจะถูกหวย เพราะมั่นใจว่าจะมีเลขเด็ด ทั้งๆ ที่โอกาสทางสถิติที่จะถูกหวยนั้นมีน้อยมาก เมื่อถึงวันหวยออก ผลออกมาว่าไม่ถูก ก็จะปล่อยมันผ่านไป และจะรอลุ้นกับงวดต่อมา ซึ่งจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

เมื่อคนเล่นหวยกันโดยมีตรรกะเช่นนี้ รายได้จึงสูญเสียไปในการเล่นหวยเป็นจำนวนมาก  ถ้านำรายได้ส่วนนี้ไปใช้ในการออม หรือนำไปใช้จ่ายอย่างอื่น อาจเป็น ประโยชน์ มากกว่า แต่อย่าลืมว่า คนเล่นหวยเพราะมันคือความหวัง และความฝัน เมื่อชีวิตการงานไม่ดี รายได้ไม่ดี คุณภาพชีวิตไม่ดี หวยจึงเป็นส่วนเติมเต็มความฝันที่สำคัญ  และอย่าลืมว่า นอกจากหวยแล้วยังมีการพนันฟุตบอล การเล่นไพ่ ฯลฯ ที่สามารถเติมเต็มความฝันของประชาชนได้ด้วย

การแก้ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่เรื่องหวยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคน เพราะยังมีทางอื่นที่สร้าง ความสุข ในลักษณะคล้ายๆ กันซึ่งทดแทนกันได้ 

เครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ๆ ที่เราควรจะพูดถึงจึงอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรให้คนมีความหวังกับชีวิต มีทัศนคติที่ดีต่อการใช้ชีวิต มีวิธีการผ่อนคลายความเครียดที่หลากหลาย มีช่องทางให้หวังและให้ฝันที่สามารถเป็นจริงได้มากขึ้น จะได้ไม่ต้องมารอลุ้นความฝันที่ริบหรี่กันเดือนละสองครั้ง

และถ้าเราทำได้เมื่อไร สังคมไทยอย่างที่เราฝันก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

.......

บทความที่ลงในบล๊อกนี้.. ได้ ลง ประชาไท ล่ะ.. ตื่นเต้นๆ.. เชิญคลิก!!!

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms01&ContentID=2131&SystemModuleKey=student&System_Session_Language=Thai 

------------

ป.ล. กำลังใจเปนสิ่งสำคัญในการทำงานนะครับ..ฮิๆ..

 

December 13

กรุงเทพ--เชียงใหม่--กรุงเทพ

ตอนแรกเขียนบทความไว้อันนึง..แต่รอก่อนละกัน..
เล่าเรื่องเชียงใหม่ก่อน..
 
กลับบ้านคราวนี้..ไม่ค่อยรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านซักเท่าไร..
เหมือนไปเที่ยวมากกว่า..ฮิๆ..แต่บางอารมณ์ก็เหมือนไปhoneymoon..ฮิๆ..
ก็เพราะ..มีเธอคนนี้เป็นที่รัก..และฉันไม่ได้ฝันไป..เอ๊ย..ไม่เกี่ยว..
เพราะว่า.."เรา" ไปด้วยกัน.. ไปกะ เดอะแก๊งด้วย..
 
ทริปนี้..ฮา..ฮา..ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆโคตร..
ฮาจนบอกไม่ถูก..
 
ทริปนี้..ดื่ม..ดื่ม..ดื่มๆๆๆๆๆๆๆโคตร..
ดื่มจนปวดกบาล..
 
... ขี้เกียจพิมพ์ ...
เพราะมันเหมือนจะขาดช่วง..
 
สรุป..ไม่ค่อยได้เล่าอะไรเท่าไร..ฮ่าๆๆๆๆ..
 
แล้วเราจะไป สวนนม กันอีก..
แล้วเราจะไป ลานกรวด กันอีก..
แล้วเราจะไป วอร์มอัพ กันอีก..
...
แล้วเราจะไป เชียงใหม่ กันอีก..
 
รักพวกมึงว่ะ..
 
...
 
อันนี้ ให้ อั้ม.. ชิคชิค.. อิแค่น.. ที่รัก..(ขอลอกหน่อย..ฮ่าๆ..)
 
 
"ม่อน รัก อั้ม นะ.."
 
 
 
มีความสุขจัง..
ที่สุดในจักรวาลเลย..
November 13

มนุษย์-ธรรมชาติ-ชีวิต-ความรัก

 
ธรรมชาติ.. สิ่งที่เป็นอยู่.. สิ่งที่เป็นไป..
มีความเคลื่อนไหว มีพลวัตของตัวเอง.. เคลื่อนไปตาม วิถีทาง
 
มนุษย์อาศัยอยู่กับธรรมชาติ..(เคย)ปรับตามวิถีธรรมชาติ..
 
แต่เมื่อเวลาผ่าน มนุษย์เริ่มเกิดความต้องการที่เริ่มจะเกินความจำเป็น
เมื่อเกิดการพัฒนา.. มนุษย์เริ่มคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่..
สามารถกำหนดธรรมชาติ.. สามารถบังคับธรรมชาติ..
 
มนุษย์เริ่มแยกส่วนจากธรรมชาติ.. เริ่มแปลกแยกจากธรรมชาติ..
แสวงหาสิ่งต่างๆไปคนละทิศ คนละทาง..
ความแปลกแยกเพิ่มขึ้น.. เพิ่มขึ้น..
แต่ละส่วนพยายามปรับธรรมชาติเข้าหาตัวเอง..แทนที่จะปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ..
บางครั้ง.. ก็เป็นการทำลายธรรมชาติในส่วนที่ละเลย..
 
วิถีธรรมชาติถูกเปลี่ยนแปลง และบิดเบือน..โดยมนุษย์..
 
แต่..
ยังคงมีมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้..
ตระหนักถึงความแปลกแยก..
พยายามปรับตัวเข้าสู่วิถีเดิมแห่งธรรมชาติ..
กลับเป็นมนุษย์ที่เดินตามวิถีธรรมชาติ..
ไม่ละเลยธรรมชาติ..
 
อย่าลืม..
 
ว่าเรา..ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ..
 
เราไม่ได้ใหญ่โต หรือยิ่งใหญ่เกินกว่าสิ่งใดๆ..
 
เราต่างเท่าเทียมกันกับสรรพสิ่ง..
 
เพราะเราล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน..
 
เมื่อเราตระหนักถึงชีวิตที่เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันแล้ว..
 
เราจึงสามารถจัดวางตำแหน่งของเราในสรรพสิ่งได้ชัดเจนและเหมาะสมขึ้น..
 
เราจะพบคุณค่าของตัวเองและสรรพสิ่ง..
 
----------------------------------------
 
ชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งนัก..ความรักก็เช่นกัน..
 
ชีวิตที่เปี่ยมด้วยความรัก จึงมีคุณค่า และงดงามเหลือเกิน..
 
ชีวิตจึงมีคุณค่าและงดงามเกินกว่าที่เราจะมาทำร้ายกัน..
 
เพราะเราต่างคือส่วนหนึ่งของกันและกัน..
 
 
 
 
---- เขียนครั้งแรก 22/10/49 ณ บ้านไร่แทนคุณ ภูพาน----
---- แก้ไขเพิ่มเติมดัดแปลง.. เมื่อกี๊.. -----
November 05

กลับมาแล้วครับ..

กลับ มาแล้ว ค้าบบบ..
 
หลังจากไปค่ายมา.. ไป จ.มุกดาหาร มา..
อยู่ บน ภูพาน.. ตรง ส่วนตีนๆ หน่อย อ่ะ.. ไม่ สูงมาก..
แต่ว่า.. หนาว ปรี๊ด ในบางวัน.. แต่ก็ มีเสื้อกันหนาวใส่..
และ คิดถึงมากๆ.. ฮิๆ.. (เจ้าตัวก็คงรู้นะว่าหมายถึงใคร..)
 
พบเจอสิ่งต่างๆ และเห็นภาพบางภาพชัดขึ้นจากการไปค่าย..(อีกแล้ว)
บางทีก็เหมือนเปนการตอกย้ำความรู้สึกอะไรบางอย่าง..
ไว้จะมาเล่าให้ฟังละกัน..
 
------
 
กลับมาแล้ว.. มีความสุขจัง..
ไม่ใช่ว่าอยู่ค่ายแล้วไม่มีความสุขนะ..
แต่กลับมาแล้ว.. ดีใจอ่ะ.. ฮิๆ..
 
กลับมาตรงวัน(คล้าย)เกิด ของผม พอดี..  4 พฤศจิกา.. (เมื่อวาน)
กลับบ้านอาบน้ำแต่งตัวออกจากบ้าน.. หายคิดถึงไปได้จำนวนหนึ่งเลยทีเดียว..ฮิๆ
ดีใจจัง.. หลังจากคิดถึงมากๆๆๆๆๆๆ++..
แล้ว..นอกจากได้เจอแล้ว..
ยังมีของขวัญวันเกิดติดไม้ติดมือมาด้วย.. ตื่นเต้นจังเลย..
ปีที่แล้วก็ตื่นเต้นไปทีนึงละ..ตอนที่ถือเค้กออกมาอ่ะ..
ปีนี้ก็ยังคง..
 
นั่งพิมพ์ไปยิ้มไปนะเนี่ย..รู้มั๊ย..
October 04

เกือบ ร้อย ปี แห่ง ความ หด หู่..

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน..และโปรดอ่านอย่างเป็นกลาง..
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้เขียนแต่งขึ้น..ถ้าไปพ้องกับความเป็นจริง หรือบุคคลใดๆ ถือว่า เป็นเหตุบังเอิญทั้งสิ้น...
 
---
 
ณ ดินแดนอันไกลโพ้น.. ณ ที่ซึ่งมีผืนดินอุดมสมบูรณ์ ทิวทัศน์สวยงาม..
มีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง.. ก่อตั้งจากคนจำนวนไม่มาก.. และตั้งตนเป็นผู้ปกครองสูงสุดในหมู่บ้าน..
ผู้ปกครองเปลี่ยนหน้าไปหลายชั่วคน.. และค่อยๆสถาปนาอำนาจให้ยิ่งใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ..
กาลเวลาผ่านเลยไป.. กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ได้ไปเติบโตในหมู่บ้านไกลโพ้น..
กลับมาพร้อมกับความรู้สึกหมดความอดทนจากการถูกกดขี่..
จึงพยายามเปลี่ยนแปลงระบบอำนาจของผู้นำหมู่บ้าน..
 
ผู้นำคนเดิมยังคงอยู่แต่มีอำนาจลดลง.. การปกครองดูแลหมู่บ้านเปลี่ยนเป็นกระทำโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง..
เรียกว่าคณะผู้บริหารหมู่บ้าน.. เป็นกลุ่มคนที่ถูกเลือกจากประชาชนในหมู่บ้าน..เพื่อขึ้นมาดูแลปกครอง..
 
แต่เมื่อผ่านไปได้ไม่นาน.. กลุ่มคนหลายกลุ่มที่เห็นต่าง.. ก็เริ่มก่อความวุ่นวาย..
เกิดสงครามระหว่างคนหมู่บ้านเดียวกัน.. หลายต่อหลายครั้ง.. เกิดการเข่นฆ่ากันเอง..
มีการยึดอำนาจของคณะผู้บริหารหลายต่อหลายครั้ง..
 
วนเวียนอยู่เป็นวงจร..อยู่เรื่อยๆ.. ประชาชนมีสิทธิมีอำนาจเลือกผู้ปกครองได้ไม่นาน..
ก็จะมีผู้เสียประโยชน์มายึดอำนาจอยู่ร่ำไป..
 
ประวัติศาสตร์สอนเราได้ว่าการเข่นฆ่ากันเองไม่ใช่ทางออก..
 
และผู้คนต่างก็คิดว่าจะไม่การใช้กำลังเข้าต่อสู้กันอีกต่อไป..
 
ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์แย่ๆ แต่เราก็ช่วยกันผ่านมันไปให้ได้..
 
เมื่อเจอหัวหน้าคณะผู้บริหารที่แย่ๆ.. เราก็ยังมีวิธีการดีดีในการเปลี่ยนแปลงผู้นำ..
โดยไม่มีการใช้กำลังอำนาจความรุนแรงมาต่อสู้หรือมาข่มขู่ใดๆ..
 
(หมู่บ้านนี้เจอแต่ผู้นำแย่ๆมาตลอด..)
 
จนมาวันนึง..ด้วยโครงสร้างที่บิดเบี้ยว..และผู้นำแย่ๆ..
เป็นผู้นำที่ไม่ฟังใคร.. พยายามอ้างความชอบธรรมในอำนาจหน้าที่อยู่เสมอ..
ทำงานแย่ๆ..โกงกินหมู่บ้านจนเละเทะ..
 
กลับรวบอำนาจคนเดียว..ฝ่ายบริหารต่างๆเพียงแค่เป็นคนที่ถูกสั่ง..
ขณะที่ผู้นำซึ่งมั่นใจในความฉลาดของตนก็ได้แต่ชี้นิ้วสั่ง..
 
 
จนทำให้ชาวบ้านต่างเกลียดชัง..เกิดกระแสต่อต้านมากมาย..
แต่ผู้ต่อต้านก็ต่างพูดถึงวิธีการที่เราไม่ต้องเสียเลือด..
 
เพราะ..ประวัติศาสตร์สอนเราว่าความรุนแรงไม่ใช่ทางออก..
 
กระแสการไล่ผู้นำก็รุนแรงมากขึ้นๆๆๆๆ..
และผู้นำก็ไม่ยอมไปไหน..อีกทั้งยังอ้างความชอบธรรมต่างๆนาๆ..
 
ชาวบ้านเริ่มเกลียดชังผู้นำคนนี้มากขึ้นๆๆๆๆๆ..
 
จนมาวันนึง..ความเกลียดชังท่วมตัว..ท่วมหัว..ท่วมความคิด..
มองไปทางไหนก็มีแต่คนตะโกน "ออกไป"..
 
จนเกิดความคิดที่ว่า.. ทำยังไงก็ได้.. ขอให้มันออกไปเป็นพอ..
 
......
 
ค่ำวันหนึ่ง.. ระหว่างที่เรากำลังใช้ชีวิตประจำวัน..
 
คำๆหลายคำที่เราไม่อยากจะได้ยินและไม่คิดว่าจะได้ยินอีกแล้ว.. ก็ดังกึกก้อง..
 
"ปฏิวัติ"..  ทหาร ปฏิวัติ (อีก)แล้ว..
 
ผู้นำที่น่าชังคนนั้นถูกกำจัดออกไป..
 
แต่ผู้ยึดอำนาจของเรานั่นเล่า.. ผู้ที่เหยียบย่ำสิทธิของเรานั้นเล่า..
ผู้ที่ทำให้เราได้ยิน คำที่เราไม่อยากจะยิน..
 
แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนั้น..กลับสรรเสริญยินดี..
กับการที่ไล่ผู้นำนั่นออกไป.. โดยไม่สนใจว่ามันจะเป็นวิธีใด..
 
ทั้งๆที่ประวัติศาสตร์สอนเราแล้วว่า..ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก..
การ เอา ปืน มา จ่อ หัว กัน.. ไม่ ใช่ ทางเลือก..
 
แต่วันนี้เรากลับรับได้กับทางนี้.. และรับได้อย่างยินดีเสียด้วย..
 
หรือมันเป็นเพราะความเกลียดชังจนหน้ามืดตามัว..
 
หรือเราไม่เคยเข้าใจ คำว่า "ประชาธิปไตย"..
 
เขาบอกว่าเขาทำเพื่อประชาธิปไตย..แต่การกระทำนั้นเป็นการทำลายประชาธิปไตยตั้งแต่แรก..
 
แต่เรากลับรับได้กับทางนี้.. และรับได้อย่างยินดีเสียด้วย..
 
แล้วหมู่บ้านนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป..
 
ทหารขึ้นสู่อำนาจ..และกลายเป็นสถาบันที่ใครๆก็ต้องยำเกรง..
ใครทำอะไรผิดใจ..จะโดนรัฐประหารอีกเมื่อไรก็ไม่รู้..
 
สิทธิของเราจะโดนย่ำยีกันไปถึงไหนก็ไม่รู้..
 
เขาจะสร้างวาทกรรมต่างๆมาอ้างความชอบธรรมอีกเท่าไรก็ไม่รู้..
 
เราจะไม่รู้สึกอะไรเลย(กลับดีใจเสียด้วยซ้ำ) ที่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารแบบนี้..
เกิดการทำลายสิ่งที่ใครๆ ก่อนหน้าเราล้วนเรียกร้อง ต่อสู้ จนกว่าจะได้มา..
 
...............
 
อนาคตของหมู่บ้านแห่งไกลแห่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป..ใครจะรู้..
 
หรือหมู่บ้านนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง..
 
หรือหมู่บ้านนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง..
 
หรือเพราะหมู่บ้านนี้มันไม่ใช่ของเรา..
 
หรือมันไม่เคยเป็นของเรา..
 
หรือสิทธิเสรีภาพไม่เคยเป็นของเรา..
 
หรือเพราะมันมีเจ้าของตัวจริงอยู่แล้ว..
 
 
------------------------------------------------------
 
ผมได้แรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องนี้จากเหตุการณ์ที่ผมรับไม่ได้เลย..
 
ผมเศร้า เซ็ง เจ็บปวด ทรมาน กับสิ่งที่เกิดขึ้น..
 
อาจเขียนแย่ๆ งงๆ อ่านไม่รู้เรื่อง หรืออะไรก็ตาม..
 
เพราะผมเขียนเรื่องนี้แบบไม่ได้คิดอะไรไว้เป็นโครงร่างเลย..
 
นั่งๆพิมพ์ๆไปตามอารมณ์.. แค่อยากจะ บ่นๆ เท่านั้นแหละ..
 
--------------------------------------------------------------
 
ขอยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้เขียนแต่งขึ้น..
 
ขอยืนยันอีกครั้งว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้เขียนแต่งขึ้นเอง..
 
สถานที่ ตัวละคร และ เหตูการณ์ต่างๆ ล้วนถูกสมมติขึ้น..
 
ถ้าไปพ้องกับความเป็นจริง หรือบุคคลใดๆ ถือว่า เป็นเหตุบังเอิญทั้งสิ้น..
 
....
 
ต่างคน ต่างใจ ต่างความคิด ต่างรสนิยม ต่างอุดมการณ์..
 
ผม เคา รพ และ เข้าใจ ใน ความ คิด เห็น ที่ แตกต่าง หลากหลาย ของทุกๆคนครับ..
 
น้อมรับฟังคำติชมของทุกคนครับ..
 
....
 
ป.ล. แรงบันดาลใจของชื่อเรื่องจาก... " หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว " --  กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ
September 12

อีกแง่มุมของการปฏิวัติอุตสาหกรรม..(ที่การศึกษาไทยไม่เคยสอนคุณ..)

 
พวกเราล้วนเปนผลผลิตจากระบบการศึกษาไทย..คุณยอมรับมั๊ย..
 
ยังจำวิชาสังคม ตอน ม.ปลาย กัน ได้ มั๊ยครับ..
เราเคยเรียนเรื่องวิวัฒนาการทางสังคม.. ยังจำ "การปฏิวัติอุตสาหกรรม" (industrial revolution) ช่วงประมาณ ปี 1750 กันได้รึเปล่า..
ที่มันเริ่มต้น จาก อังกฤษ.. จากโรงงานทอผ้า.. กี่กระตุก (spinning jenny).. คุ้นๆ แล้ว ล่ะสิ..
 
วิชาสังคมศึกษาตอน ม.ปลาย สอนเราว่า...การปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจมากมาย.. การใช้เครื่องมือเครื่องจักรเริ่มเปนไปอย่างแพร่หลาย..
ก่อเกิดระบบโรงงานอุตสาหกรรม.. มีการผลิตสินค้าได้จำนวนมาก ต้นทุนการผลิตสินค้าต่ำลง..
 
แต่ ผลิตภาพที่เพิ่มนั้น ก็ต้องแลกด้วย ความเป็นมนุษย์ที่ถูกลดทอนของคนงาน..
 
ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น.. ชีวิตของประชาชนซึ่งมักจะเป็นผุ้ประกอบการรายย่อยหรือเจ้าของกิจการเล็กๆ เช่น ช่างฝีมือต่างๆ ช่างไม้ ช่างตัดเสื้อ ฯลฯ.. นั้น ค่อนข้างจะกำหนดได้เอง.. เช่น อยากทำงานอะไร.. ผลิตอะไร.. ทำงานวันละกี่ชั่วโมง.. หรือ ประชาชนที่มีอาชีพเกษตรกร ก็สามารถทำตามฤดูกาล.. ช่วงที่ไม่ได้ทำการเกษตรก็อาจหารายได้จากทางอื่น.. จะเห็นว่าชีวิตค่อนข้างมีอิสระในการเลือก.. ช่างฝีมือสามารถผลิตสินค้าในแบบที่ตนเองต้องการ.. มีจินตนาการในการผลิต.. สินค้ามีเอกลักษณ์..
 
ในแต่ละสาขาอาชีพก็จะเกิดเปนความชำนาญเฉพาะด้านขึ้น(specialization).. จากตรงนี้เอง.. ลูกค้าเริ่มเปลี่ยนแปลงการซื้อสินค้า..กลายเป็นมาเริ่มสั่งสินค้าตามที่ตนเองต้องการแทนที่งานที่ตัวช่างเองอยากทำ.. การorderของเริ่มมากขึ้นๆ.. ต่อมา..ลูกค้าเหล่านี้เริ่มมีการจัดหาวัตถุดิบมาให้ช่างฝีมืออย่างที่ตนเองต้องการ..
 
สถานะของช่างฝีมือจึงค่อยๆเปลี่ยนไป..กลายเป็น"แรงงานรับจ้าง"..ขณะที่ลูกค้าเหล่านี้พัฒนาไปเป็น"นายทุน-นายจ้าง"..อำนาจในการกำหนดการผลิตของผู้ผลิตลดลง.. นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "the putting-out system"
 
ในส่วนของเกษตรกรนั้น..จากระบบศักดินา(feudal)นั้น..ความเปลี่ยนแปลงจากความสัมพันธ์แบบศักดินาไปเปนความสัมพันธ์ทางเงินตรา..มีการก่อเกิด"นายทุนเกษตร" และ "เกษตรกรรับจ้าง".. เมื่อเกษตรกรรายใดรายหนึ่งเริ่มการเงินทุน.. จากที่ดินที่มีอยุ่..ก็มีการเช่าที่ดินมากขึ้น..เมื่อทำเองไม่ไหวก็เริ่มจ้างแรงงานมาทำงานนั่นเอง..และนี่คือจุดเริ่มต้นของ "การเกษตรแบบทุนนิยม"..
 
ผลจาก "the putting-out system" ทำให้เกิดระบบ "manufactories".. หรือระบบโรงงานนั่นเอง..
เกิดการรวมศูนย์วัตถุดิบ วัสดุ เครื่องมือต่างๆ และ รวมศูนย์คนงาน และก่อให้เกิดการแบ่งงานกันทำ(division of labour) ซึ่งเปนการเพิ่ม "ผลิตภาพ" ในการผลิต..
 
พูดง่ายๆ..คนงานก็คือผู้ผลิตรายย่อยหรือเกษตรกรรายย่อยที่ไม่สามารถต่อสู้กับระบบการผลิตแบบใหม่ เช่น ช่างฝีมือ ช่างไม้ ช่างทอผ้า ที่ต้องกลายไปเป็นลูกจ้างในโรงงานต่างๆ
 
ชนชั้นจึงเกิดขึ้นตามมา.. เกิด "เจ้าที่ดิน"..  "นายทุน" และ "คนงาน"
รายได้ของเจ้าที่ดิน ก็มาจากค่าเช่าที่ดินจากนายทุนเกษตร..ส่วนนายทุนที่เปนเจ้าของโรงงานได้กำไรจากสินค้า.. ขณะที่คนงานก็ได้ค่าจ้างจากนายทุน..
 
ต่อมา..เมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม จากระบบโรงงานแบบเดิมนั้น.. ได้เพิ่มการใช้เครื่องจักรเข้าไปในการทำงาน.. เริ่มจากโรงงานทอผ้าในอังกฤษก่อน.. (นี่ล่ะครับ..spinning jenny ที่เราเคยได้ยินกันตอน ม.ปลาย..) และแล้ว.. การใช้เครื่องจักรก็เริ่มเปนไปอย่างแพร่หลาย ระบบโรงงานอุตสาหกรรมแพร่กระจายไป..
 
จากเดิมที่มนุษย์สามารถกำหนดกิจกรรมการผลิตของตนได้.. กลับกลายเปนเครื่องจักร(ผ่านการทำงานของนายทุน)ที่มากำหนดกิจกรรมการผลิตของมนุษย์.. เครื่องจักรกำหนดชั่วโมงการทำงานต่อวัน(14-16ชั่วโมง/วัน!!!).. และสินค้าหรือผลผลิตที่ผลิตนั้นก็กลายเปน "ของโหล" ไปเสีย.. เปนสินค้าโรงงานที่ออกมาในพิมพ์เดียวกัน.. สินค้าเหมือนๆกัน.. ขาดเอกลักษณ์ และขาดจินตนาการ..
 
คนงานกลายไปเปน "ทาส"..
 
นอกเหนือไปจากนั้น..การแบ่งงานกันทำ..ขั้นตอนการทำงานละเอียดขึ้น..การทำงานง่ายขึ้น..จึงไม่จำเปนต้องมีฝีมือมาก..และไม่ต้องใช้แรงทำงานมาก(จากการมีเครื่องจักร)..ส่งผลอีกประการคือ..ผุ้หญิงและเด็กสามารถเข้ามาทำงานได้มากขึ้น..
 
นี่ล่ะครับ..จุดเริ่มต้นของการใช้แรงงานเด็กและสตรีของมนุษยชาติ..
ขณะที่ค่าแรงของผู้หญิงและเด็กนั้นต่ำกว่าผุ้ชาย.. นายทุนจึงมีแนวโน้มที่จะจ้างแรงงานผุ้หญิงและเด็กเข้าทำงานมากขึ้น..
การขูดรีดแรงงาน(exploitation)จึงแพร่ขยายไปพร้อมๆกับการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม..
 
คนงาน..ต้องเลือกกับสภาพการทำงานที่ย่ำแย่..รายได้ต่ำ..เพียงแค่พอกิน..กับการไปอยู่ในคุก..(ในยุคสมัยหนึ่งมี the poor law คือ.. ห้ามมีคนจรจัด ห้ามมีขอทาน.. คนทุกคนต้องมมีงานทำ..ไม่อย่างนั้นคุณต้องไปอยุ่ในคุก..)
 
สภาพชีวิต..คุณภาพชีวิตย่ำแย่..ครอบครัวถูกทำลาย..ความสัมพันธ์ตกต่ำลง..มนุษย์ไม่สามารถกำหนดกิจกรรมการผลิตของตัวเอง..
อุตสาหกรรมพื้นบ้านถูกทำลาย..ช่างฝีมือถูกทำลาย..ความเป็นมนุษย์ถูกทำลาย..
สินค้ากลายเปน"ของโหล".. เกิดการรวมศูนย์ของทุน..เกิดการรวมศูนย์ที่ดิน..
เกิดความเจ็บปวดไปทั่วชนชั้นแรงงาน..และทั่วทั้งสังคม..
 
นี่ครับ..คร่าวๆ..สิ่งที่การศึกษาไทย(ตอน ม.ปลาย)ไม่เคยสอนคุณ..(และผม)..เกี่ยวกับ การปฏิวัติอุตสาหกรรม..
 
วิชาสังคมศึกษา ม.ปลาย บอกคุณ แค่ ว่า.. การปฏิวัติอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดการผลิตที่ก้าวหน้า.. เปนความก้าวหน้าของมนุษยชาติ.. เปนความยิ่งใหญ่ของมนุษย์..
 
.. เหมือน ผม จะ เคย พูด ไว้ ว่า.. " การศึกษา ไทย แม่ง ห่วย ว่ะ "..  คุณ ยอม รับ มั๊ย...
 
 .. หรือ การ ศึกษา ประ เทศ อื่น แม่ง ก็ ห่วย เหมือน กัน.. ฮ่าๆๆๆๆๆ..  ผม ไม่ รู้ ว่ะ.. พูด เล่น ไป งั้น..